Press "Enter" to skip to content

หมวดหมู่: โปรโมชั่น

ตำนานของรองเท้าฟุตบอล

รองเท้า เป็นเครื่องใช้ที่มนุษย์นำมาใช้กับเท้า เพื่อป้องกันอันตรายอันเกิดจากการสัมผัสกับพื้นผิวต่างๆ หรือการเจ็บเท้าจากการเดินหรือ การวิ่ง รองเท้ามีหลายประเภทตามวัสดุและประโยชน์การใช้งาน ในปัจจุบันรองเท้าจัดเป็นเครื่องแต่งกายที่มีความหลากหลายตามสมัยนิยม เช่น รองเท้าแตะ รองเท้าผ้าใบ รองเท้าส้นสูง รองเท้าสำหรับการเล่นกีฬา ซึ่งได้แยกตามประเภทของกีฬาแต่ละชนิดอีกด้วย
กว่าจะมีรองเท้าฟุตบอลหรือที่เราเรียกกันว่า “สตั๊ดฟุตบอล” มาให้เราเห็นกันแบบนี้คงต้องเท้าความไป ถึง ค.ศ1526 กันเลยทีเดียว รองเท้าฟุตบอลเกิดขึ้นครั้งแรก ในสมัยของคิงเฮนรี่ ที่8 (king henry viii) ซึ่งรองเท้าฟุตบอลถูกทำขึ้นโดยช่างทำรองเท้าสมัยนั้น คือ Cornelius Johnson ตอนนั้นรองเท้าฟุตบอลราคา
คู่ละ 4 ชิลลิ่ง หรือเทียบเท่ากับเงินในปัจจุบันก็ประมาณ 100 ปอนด์ หรือประมาณ4พันกว่าบาท ซึ่งรองเท้าฟุตบอลสมัยนั้น ทำด้วยหนังสัตว์ผ่านมา
300ปี จากการกำเนิดรองเท้าฟุตบอล ในช่วงปี1800 ฟุตบอลมีการพัฒนาขึ้นไปมาก และเป็นที่นิยมมากในประเทศอังกฤษ แต่วัสดุที่ใช้ในการทำรองเท้าฟุตบอลยังไม่ต่างจากเดิมมากนัก ทำให้นักเตะยังคงต้องสวมรองเท้าอึ่งในตอนเตะฟุตบอลกันต่อไป แถมยังเป็นครั้งที่มีเหล็กมาติดใต้รองเท้าเพื่อให้นักเตะมีความคล่องตัวมากขึ้นเวลาที่ต้องวิ่งในสนามฟุตบอล นักเตะที่อยู่ทีมเดียวกันก็ใช้รองเท้าเหมือนกันอยู่ จนมาถึงช่วงปี 1900 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง รูปแบบของรองเท้าจึงมีการเปลี่ยนไป แต่ในช่วงปี ค.ศ 1924 ก็ยังมีบริษัทหลายยี่ห้อที่ยังคงทำรองเท้ามาในรูปแบบนี้มาจนถึง ปัจจุบัน
รองเท้าฟุตบอล หรือที่เรียกกันว่า รองเท้าสตั๊ด ซึ่งรองเท้าสตั๊ดนี้เป็นรองเท้าที่ได้ออกแบบมาสำหรับการเล่นฟุตบอลโดยเฉพาะโดยมีส่วนประกอบที่แตกต่างออกไปจากรองเท้าธรรมดา นั่นก็คือปุ่มที่มีลักษณะนูนขึ้นมาจากใต้พื้นรองเท้า ชึ่งปุ่มใต้พื้นรองเท้าสตั๊ดนั้นถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อให้ยึดติดกับพื้นสนามได้ดีขณะวิ่งและยังช่วยป้องกันไม่ให้ผู้เล่นนั้นลื่นได้ เพราะฉะนั้นรองเท้าสตั๊ดจึงเหมาะสำหรับการเล่นในสภาพพื้นสนามที่ไม่แข็งมาก เช่น สนามดินและสนามหญ้า แต่ไม่เหมาะกับสภาพพื้นสนามที่แข็ง เช่น พื้นปูนซีเมนต์ พื้นยางและพื้นไม้ และด้วยวิวัฒนาการที่ก้าวหน้ามากขึ้นจึงทำให้บริษัทชื่อดังต่าง ๆ เกี่ยวกับทางด้านกีฬาได้มีการพัฒนารองเท้าสตั๊ดทำให้ดูน่าสนใจและดึงดูดลูกค้ามากยิ่งขึ้น
นิวส์ ออฟ เดอะ เวิลด์ แท็บลอยด์ชื่อดังสัญชาติอังกฤษ เปิดเผยว่า รองเท้าสตั๊ดที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ วงการลูกหนังโลก จากการ ที่ถูกประดับด้วยเพชรน้ำงาม และ มีไว้สำหรับสุดยอดนักเตะแห่งวงการลูกหนังผู้ดีอย่าง จอห์น เทอร์รี่ ปราการหลังจอมพลัง ซึ่งบนรองเท้าคู่นั้นได้มี เพชร กว่า 7 พันเม็ด ถูกนำไปประดับลงในรองเท้าสตั๊ดคู่นี้ ซึ่งราคารวมแล้วตกอยู่ที่ 385,000 ปอนด์ หรือราว 21.56 ล้านบาท…

เด็กคนนี้ อยู่ได้อีกแค่ 1 เดือน ได้รับการต้อนรับจากทีมฟุตบอลยักษ์ใหญ่ Sunderland ที่จัดของขวัญสุดพิเศษให้กับเขา

บนโลกเราคนส่วนมากเกิดมาโชคดี มีความพร้อมในเรื่องต่างๆทั้งทรัพย์สิน เงินทอง หรือแม้กระทั่งร่างกาย แต่น่าเสียดายที่เด็กคนนี้ไม่มีโอกาสเช่นนั้น
Bradley Lowery แฟนฟุตบอลตัวน้อยวัย 5 ขวบที่ต้องเจอกับโรคมะเร็งต่อมหมวกไตที่มีมาตั้งแต่เขาเกิด ทำให้เขาต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยกว่าคนปกติทั่วไปตั้งแต่เกิด แต่ที่สำคัญคือเขาเป็นคอฟุตบอลด้วย และทีมสุดโปรดของเขาก็คือทีมแมวดำ Sunderland
ซึ่งในช่วงเดือนกันยายน ปี2016 ทีม Sunderland ได้สานฝันเปิดโอกาสให้ Bradley ได้เดินลงสนามด้วย ในเกมที่เปิดบ้านรับการมาเยือนของทีม Everton
ซึ่งนี้ก็เปิดการให้กำลังใจและยังเป็นการสื่อให้ทั้งโลกรับรู้เรื่องราวของแฟนบอลตัวน้อย ที่กำลังต่อสู้กับโรคร้ายอย่างไม่ย่อท้อ
หลังจากเหตุการณ์นี้ไม่นานก็มีคนร่วมบริจาคเงินเพื่อช่วยค่ารักษาหนูน้อยคนนี้เป็นเงินราวๆ 31 ล้านบาทเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในรักษาตัวและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปรักษาตัวที่ประเทศสหรัฐอเมริกาให้กับเขา
นอกจากทีม Sunderland ที่อาสาเข้ามาทำหน้าที่ในการช่วยเหลือด้านการเงินแล้ว ทีม Everton เองก็ได้สมทบทุนช่วยมาอีก 9 ล้านบาท
และเรื่องราวที่น่าประทับใจยังไม่มีเพียงเท่านนี้ มีแฟนบอลมากมายเขียนการ์ดวันคริสต์มาสส่งไปที่บ้านของ Bradley เพื่ออวยพรให้เขาหายป่วยโดยเร็ว ให้มีกำลังใจในการต่อสู้กับโรคร้าย และขอให้มีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น ซึ่งการ์ดวันคริสต์มาสที่ถูกส่งเข้ามานั้นมีมากกว่า 11,000 ใบเลยทีเดียว

และเมื่อคืนที่ Sunderland พบกับ Chelsea เจ้าหนูน้อย Bradley ก็ถูกเชิญไปเป็นมาสค็อตนำทีม Sunderland ที่เขาชื่นชอบเดินลงสนามอีกครั้งในเกมที่เปิดบ้านพบกับจ่าฝูงอย่างทีม Chelsea

ในช่วงก่อนการแข่งขัน หนูน้อย Bradley ได้มีโอกาสลงไปร่วมอบอุ่นร่างกายร่วมกันกับเหล่านักเตะของทีม Sunderland และ Chelsea พร้อมกับสวมเสื้อของทีม Sunderland สกรีนชื่อ Bradley ไว้ข้างหลัง

เขามีโอกาสได้ดวลจุดโทษกับ Asmir Begovic นายทวารมือสำรองของทีมเชลซี พร้อมกับมีกองหน้าที่ทำประตูสูงที่สุดของทีมอย่าง Diego Costa เป็นคนแนะนำทริคให้กับเขา

สิ่งเหล่านี้เป็นของขวัญวันคริสต์มาสที่แสนวิเศษที่สุดสำหรับเขา เพราะจากการไปรักษาที่อเมริกากลับมา คุณหมอได้ให้การรักษาอย่างเต็มที่ แต่สุดท้ายเจ้ามะเร็งร้ายก็ชนะ คุณหมอวินิจฉัยว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียง 1 เดือนเท่านั้น
เป็นเรื่องที่น่าประทับใจและน่าเสียใจ ที่เขาไม่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตเหมือนกับคนปกติทั่วไปแต่ก็ยังมีความประทับใจจากน้ำใจและความช่วยเหลือต่างๆที่มีให้กับเขา ให้มีความสุขแม้เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ…

ดาวโรจน์หงส์ ชมรัว แค่น้าเจิด มายืนดูข้างสนาม ก็ขนลุกแล้ว

ณ ปัจจุบัน สตีเวน เจอร์ราร์ด ดาวเตะผู้ยิ่งใหญ่ของทีม ลิเวอร์พูล ได้ทำงานเป็นผู้ฝึกสอนของทีมชุดอคาเดมี ให้กับต้นสังกัดเดิมอยู่ ซึ่งถือเป็นผลดีอย่างใหญ่หลวงต่อเด็ก ๆ ที่อยู่ในทีมเยาวชน
โดยทาง เลียม คอยล์ ดาวโรจน์วัย 17 ปีที่เพิ่งเซ็นสัญญานักเตะอาชีพกับทีมไปหมาด ๆ เมื่อไม่กี่วันก่อน ได้ออกมายืนยันถึงจุดนี้ด้วยตัวเองว่า เพราะมี สตีวี่ จี มายืนดูอยู่ข้างสนาม ทำให้ทุกคนอยากจะงัดฟอร์มเก่งออกมาเพื่อสร้างความประทับใจให้ได้มากที่สุด
เดินทางมาฝึกซ้อมที่เมลวู้ดภายใต้การดูแลของเปปิน ลินเดอร์ส ด้วยการเดินเท้าเท่านั้น และเขาหวังว่าฝันจะกลายเป็นความจริง ด้วยการลงเป็นตัวแทนของสโมสรในระดับสูงสุด นับตั้งแต่กลับคืนสู่สโมสรเพื่อมารับบทบาทการเป็นโค้ชในเคิร์กบี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตำนานหงส์แดงอย่างเจอร์ราร์ดได้ทำงานในด้านของการพัฒนาความเป็นมืออาชีพให้กับบรรดาผู้เล่นดาวรุ่งทั้งหลายของสโมสร นอกจากนี้ เจอร์ราร์ดยังให้ทักษะความรู้ความสามารถที่เป็นประโยชน์บนสนามฝึกซ้อมแก่บรรดาแข้งเยาวชนในอะคาเดมีด้วย และสำหรับสเกาเซอร์ดาวรุ่งวัย 17 ปีอย่างคอยล์ นั่นคือบางสิ่งที่บางครั้งเขาเองก็แทบไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง
“ด้วยความสัตย์จริงเลย มันเป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อมาก เมื่อเราออกไปฝึกซ้อม แล้วมี สตีเวน เจอร์ราร์ด มายืนดูอยู่ข้าง ๆ สนาม และนั่นก็ทำให้ทุกคนต้องการสร้างความน่าประทับใจ” คอยล์ กล่าว
“แค่คุณเห็นเขายืนดูอยู่ ก็จะเกิดความคิดขึ้นมาในหัวทันทีว่า ชายคนนี้คือผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของสโมสร เขาเป็นคนนำทีมคว้าแชมป์และชัยชนะมาได้อย่างมากมาย”
“ก่อนที่ผมจะเดินมาให้สัมภาษณ์พวกคุณอยู่ตอนนี้ ก็เพิ่งจะเสร็จจากการซ้อมจ่ายบอลสั้น-ยาว กับ สตีเวน มาหมาด ๆ ซึ่งทำให้รู้ซึ้งเลยว่าเขาวางบอลยาวได้แม่นมากจริง ๆ แถมยังทำได้ง่าย ๆ อีกด้วย บอกได้คำเดียวว่า ว้าววววววววว!”
โดยส่วนตัว คอยล์บอกว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะประเมินค่าได้กับการมีโค้ชอย่างเจอร์ราร์ด ที่จะให้คำแนะนำต่างๆ แก่เขา ในขณะที่มุ่งมั่นในการทำความฝันของเขาให้สำเร็จ ด้วยการสวมเสื้อเสื้อแดงของสโมสรอันเป็นที่รักของเขาที่แอนฟิลด์ในวันหนึ่ง
เขากล่าวว่า “มันยอดเยี่ยมสำหรับผม ที่จะมีใครบางคนอย่างเจอร์ราร์ดที่อะคาเดมี่ เขาให้คำแนะนำ และช่วยเหลือผมด้วยเคล็ดลับเล็กๆ ในฐานะมิดฟิลด์ ผมโชคดีกับการได้มีเวลากับสตีเวน 2-3 ครั้ง โดยส่วนตัว เขาคอยช่วยเหลือผมเรื่องการผ่านบอลยาว และสอนผมถึงวิธีการยิงบอลให้ดีกว่าเดิม นอกจากนี้เรายังฝึกซ้อมการยิงด้วย เนื่องจากผมไม่ได้ทำประตูมากมาย แต่หากผมสามารถซ้อมการยิงประตู จะมีใครที่ดีกว่านี้ในเรียนรู้จากเขา!”…

บาสเตียน ชไวน์สไตน์เกอร์ หมดอนาคตในปีศาจแดง

บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ เกิดวันที่ 1 สิงหาคม 1984 ที่เมืองโคลเบอร์มูร์ เยอรมันตอนเหนือ เขาเริ่มค้าเข้าวงการฟุตบอลกับสโมสร บาเยิร์น มิวนิค ตั้งแต่ยังเป็นเยาวชน โดยเริ่มเล่นจากตำแหน่งปีกขวา ก่อนที่จะมาเป็นกองกลางเต็มตัวในระยะหลัง “บาสตี้” คือนักเตะที่ลงเล่นให้บาเยิร์น มิวนิคถึง 13 ฤดูกาลโดยลงเล่นไปทั้งหมด 375 เกมและทำไปได้ 47 ประตู ในนามทีมชาติเยอรมัน เขาลงเล่นให้กับทีมอินทรีเหล็กไปถึง 113 เกมทำไป 23 ประตู โดยเกียรติประวัติสูงสุดเกิดขึ้นในปี 2014 ที่เขานำทัพเยอรมันคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกที่บราซิล ซึ่งหลังจากคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งที่ 4 ให้กับประเทศบ้านเกิดได้เเล้ว เขาจึงตัดสินใจย้ายมาอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในช่วงซัมเมอร์ของปี 2015
บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ อดีตกัปตันทีมชาติเยอรมนี ทำท่าจะหมดอนาคตในทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากจะโดนจับไปซ้อมกับทีมสำรองแล้ว ล่าสุด โจเซ่ มูรินโญ่ กุนซือปีศาจแดง ตัดชื่อ “ชไวนี่” ออกจากรายชื่อ 27 แข้งชุดทำศึกยูโรป้าลีกฤดูกาลนี้แล้ว แม้ว่าจะยังมีชื่อติด 1 ใน 25 นักเตะปีศาจแดงชุดทำศึกพรีเมียร์ลีกและฟุตบอลถ้วยในประเทศ ซึ่งกำหนดส่งรายชื่อไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาก็ตาม
ก่อนหน้านี้ มูรินโญ่ย้ำชัดว่า ชไวน์สไตเกอร์ไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมของตัวเอง และตั้งแต่เปิดฤดูกาลมาก็ยังไม่เคยได้รับโอกาสลงสนามแม้แต่นัดเดียว อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวยังไม่ยอมถอดใจง่ายๆ โดยระบุว่าพร้อมจะอยู่ในถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ดต่อไปเพื่อลุ้นโอกาสลงสนาม ท่ามกลางกระแสข่าวลือว่า แข้งวัย 32 ปี ต้องการเตะถ่วงรับค่าเหนื่อยจากแมนฯยูไปเรื่อยๆ เพื่อรอเวลาย้ายทีมไปค้าแข้งที่สหรัฐหรือจีน
อาร์เยน ร็อบเบน สตาร์ บาเยิร์น มิวนิค ได้ออกมาแสดงความเห็นอกเห็นใจในการต้องตัดสินอำลา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของ บาสเตียน ชไวน์สไตน์เกอร์ โดยอดีตแข้ง เสือใต้ วัย 32 ได้รับโอกาสลงสนามน้อยมากหลังจาก มูรินโญ เข้ามา ด้วยจำนวนแค่ 3 เกมเท่านั้นจนตัดสินใจอำลา ปีศาจแดง ไป ชิคาโก ไฟร์ ในเมเจอร์ลีก เมื่อไม่กี่วันก่อน “เหตุผลของการตัดสินใจครั้งนี้เกิดจากเพราะเขามีช่วงเวลาอันยากเย็นกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และสิ่งต่างๆ ก็ไม่เป็นดังที่ต้องการ” ร็อบเบน กล่าว “แต่ตอนนี้มันก็ถึงเวลาของการก้าวไปข้างหน้ากับความท้าทายใหม่ๆ ที่ผมสามารถเข้าใจได้และหวังว่า บาสตี้ จะมีช่วงเวลาอันยอดเยี่ยมรออยู่ หากคุณพูดถึง อูลิ เฮอเนสส์, ฟิลลิป ลาห์ม และ บาสเตียน ชไวน์สไตน์เกอร์ ก็โปรดรู้ไว้เถอะว่าพวกเขาคือตำนานของ บาเยิร์น มิวนิค”
ในวันที่ 21 มีนาคม 2560 ได้มีข่าวออกมาว่าบาสเตียน ชไวน์สไตน์เกอร์ ได้ย้ายออกจากปีศาจแดง อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปอยู่ชิคาโก ไฟร์ และยังไม่ได้เปิดเผยค่าตัว…

แดนนี่ อิ้งส์

แดนนี่ อิ้งส์ เกิดเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 1992 กองหน้าชาวอังกฤษ ที่ค้าแข้งกับ บอร์นมัธ, ดอร์เชสเตอร์ ทาวน์ (ยืมตัว), เบิร์นลี่ย์ และ ลิเวอร์พูล ซึ่งเขาเริ่มต้นเตะบอลกับระบบเยาวชนของ เซาท์แฮมป์ตัน ก่อนจะย้ายไปสู่สถาบันความเป็นเลิศที่ บอร์นมัธ ซึ่งเป็นสโมสรแรกในเส้นทางนักฟุตบอลอาชีพของเขา
ประสบการณ์แรกกับพรีเมียร์ลีกของเขา เกิดขึ้นในเกมที่พ่าย เชลซี 1-3 ที่สนาม เทิร์ฟ มัวร์ บ้านของพวกเขาเอง และสำหรับประตูแรกในศึกพรีเมียร์ลีก เกิดขึ้นในวันที่ 26 ตุลาคม ซึ่งเป็นการแพ้ให้กับ เอฟเวอร์ตัน 1-3 โดยสิ้นสุดฤดูกาล 2014-15 เขาสามารถประตูได้ทั้งหมด 11 ลูกในทุกรายการให้กับ เบิร์นลี่ย์ จากการลงสนาม 37 เกมทั้งในลีกและบอลถ้วย แต่ก็ไม่สามารถพาทีมให้รอดพ้นการตกชั้นกลับสู่ลีก เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ได้
หลังจบฤดูกาล 2014-15 แดนนี่ อิ้งส์ จะหมดสัญญากับทางสโมสรทันที และในเวลาเดียวกัน ลิเวอร์พูล ได้ยื่นข้อเสนอดึงตัวเขาเข้ามาร่วมทีมทันที โดยเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2015 ทางสโมสร ลิเวอร์พูล ได้บรรลุข้อตกลงสัญญาส่วนตัวและเหลือเพียงแค่เข้าตรวจร่างกาย หลังจากจบศึก ยูโร ยู-21 ที่ประเทศสาธารณรัฐเช็ก
เส้นทางในระดับทีมชาติ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2013 เขาถูกเรียกติดทีมชาติเป็นครั้งแรกให้กับ อังกฤษ ชุดยู-21 ภายใต้การทำทีมของ แกเร็ธ เซาธ์เกท และลงสนามเป็นทางการในอีกสัปดาห์ถัดมาในฐานะตัวสำรองในเกมที่พบกับ ซานมาริโน่ และเป็นทางด้าน “สิงโตน้อย” ที่บุกเอาชนะไปได้ 4-0 และสามารถยิงสองประตูในเกมที่เอาชนะ ซานมาริโน่ 9-0 ที่สนาม นิว มีโดว์
อิงส์ เป็นนักเตะที่เก่งรอบด้านตัวจริง 10 ประตูของเขาในซีซั่นนี้ ให้กับทีมที่ใช้เวลาเกือบทั้งซีซั่นอยู่ในกับการสุ่มเสี่ยงที่จะตกชั้น ฟังดูคล้ายกับ ฟาบิโอ บอรินี่ ช่วงที่ถูกยืมตัวไปเล่นให้กับซันเดอร์แลนด์ ทำประตูให้กับ “แมวดำ” 7 ครั้งเมื่อซีซั่นก่อน มีการพูดคุยมากมายเกี่ยวกับบอรินี่ แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือสโมสรและร็อดเจอร์สไม่คิดว่าเขาไม่มีมาตรฐานที่ต้องการในการเล่นกับลิเวอร์พูล มีความอันตรายที่อิงส์จะกลายเป็นนักเตะคนต่อไปที่ต้องเจอสถานการณ์เดียวกับบอรินี่ เซ็นสัญญาเข้ามาแล้วก็ปล่อยตัว เข้าวงจรแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ 4 ประตูมาจากเท้าขวา 3 จากเท้าซ้าย และอีก 3 ลูกที่เหลือจากลูกโหม่ง ทั้ง 10 ประตูเกิดขึ้นในกรอบเขตโทษทั้งสิ้น เขาเป็นหนึ่งคนที่สามารถทำประตูได้ทุกรูปแบบทั้งใกล้และไกล สัญชาตญาณนักล่าเหล่านั้นเป็นบางสิ่งที่ลิเวอร์พูลขาดไปในซีซั่นนี้จากการบาดเจ็บของ สเตอร์ริดจ์ นอกจากนี้เขายังสามารถสร้างสรรค์โอกาสได้เช่นกัน ทำได้ 30 ครั้งหรือเกือบ 10% ของโอกาสที่เบิร์นลีย์ทำได้ในซีซั่นนี้ เป็นความพยายามที่ดีสำหรับนักเตะที่มีภารกิจหลักคือการทำประตู…

เดยัน ลอฟเรน

ลิเวอร์พูล ยังคงเดินหน้าเสริมทัพในฤดูกาล 2014-15 อย่างต่อเนื่องด้วยการคว้าตัว เดยัน ลอฟเรน เซ็นเตอร์แบ็กจอมแกร่งจากเซาท์แฮมป์ตัน นักเตะทีมชาติโครเอเชียมีเกียรติประวัติการเล่นที่โดดเด่นในอาชีพ รวมถึงผ่านประสบการณ์ในแชมเปียนส์ลีก และฟุตบอลโลกมาแล้ว ทั้งความแข็งแกร่ง โดดเด่นในลูกกลางอากาศ และความแน่นอนในแนวรับ ลอฟเรนยังมีความเป็นผู้นำที่ช่วยให้เขาก้าวขึ้นมาเล่นในฟุตบอลระดับสูงสุดได้อย่างรวดเร็ว
ในช่วงเริ่มต้นฤดูกาล 2007-08 ที่เขากลายเป็นนักเตะอาชีพเต็มตัว ลอฟเรน ถูกส่งให้ทีมเอ็นเค อินเตอร์ ซาเปรซิช น้องใหม่ที่เพิ่งเลื่อนชั้นในเวลานั้นยืมตัว ที่ซึ่งเขาได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์สำคัญในลีกสูงสุดด้วยการลงเล่นตัวจริง 29 จาก 33 เกมลีกที่ช่วยให้ทีมจบด้วยอันดับ 11 หลังจากทำผลงานได้น่าประทับใจในสัญญายืมตัวระยะยาว ดินาโมตัดสินใจให้โอกาส ลอฟเรน เป็นส่วนหนึ่งของทีมชุดแชมป์โลกในวัยเพียง 19 ปี
เดยัน ลอฟเรน เกิดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 1989 เซ็นเตอร์แบ็คทีมชาติโครเอเชีย เกิดในเมือง เซนิก้า ประเทศ ยูโกสลาเวีย ซึ่งปัจจุบันคือประเทศ บอสเนีย และ เฮอร์เซโกวิน่า อดีตนักเตะเยาวชนดาวรุ่งของ ดินาโม ซาเกร็บ
ก่อนเริ่มต้นอาชีพในทีมเยาวชนของเอ็นเค คาร์โลวัช หลังจากนั้นในปี 2004 เขาได้รับการจับตามองจาก ดินาโม ซาเกร็บ หลังจากทำผลงานได้ประทับใจโค้ชอะคาเดมีของพวกเขาในขณะที่ลงทำการแข่งขันด้วย หลังจากนั้นเขาแจ้งเกิดได้อย่างรวดเร็วด้วยการขึ้นไปติดทีมชุดใหญ่หลังครบรอบวันเกิด 17 ปี เพียงไม่นาน
ลอฟเรนทำประตูแรกในเกมทีมชาติด้วยลูกโหม่งอันทรงพลังในเกมเอาชนะมอลตา 3-1 ช่วยให้โครเอเชียผ่านเข้าไปเล่นยูโร 2012 เขามีชื่ออยู่ใน 23 นักเตะที่ สลาเวน บิลิช เลือกติดทีมชุดลงเล่นในโปแลนด์ และยูเครน แต่โชคร้ายที่เขาต้องถอนตัวก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้น จากปัญหาการบาดเจ็บเอ็นร้อยหวาย
หลังจากกลับไปลงเล่นในระดับสโมสร ลอฟเรน ช่วยให้ลียงคว้าอันดับสามในลีก เอิง ฤดูกาล 2012-13 และยังเพิ่มสถิติทำประตูที่สองในทีมชาติเมื่อยิงเต็มข้อในเกมปะทะกับเวลส์ ของ โจ อัลเลน ในฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก หลังจากลงเล่นมากกว่า 70 เกมในฝรั่งเศส ทีมจากพรีเมียร์ลีกอย่างเซาท์แฮมป์ตันก็เซ็นสัญญาคว้าเขาไปร่วมทีม เขาปรับตัวเข้ากับการเล่นในอังกฤษเป็นไปอย่างราบรื่น และยังทำผลงานได้อย่างต่อเนื่องโดดเด่นที่สุดในบรรดากองหลังในยุโรป เมื่อลงเล่น 31 นัด และทำไป 2 ประตู หนึ่งนั้นคือประตูในแอนฟิลด์ที่ทำให้หงส์แดงพ่ายในบ้านเป็นเกมแรกในฤดูกาล 2013-14 ในเกมพ่ายต่อทีมนักบุญ 0-1 เซ็นเตอร์แบ็กรายนี้ทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจต่อเนื่อง ทำให้เขาการันตีตำแหน่งในทีมชาติโครเอเชียชุดฟุตบอลโลกในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา และเบรนแดน ร็อดเจอร์ส ได้จับตาลอฟเรน ในฐานะนักเตะที่จะเข้ามาสนับสนุนเกมรับในแอนฟิลด์ ก่อนเซ็นคว้ามาร่วมทีมในเดือนกรกฎาคม 2014
ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2014 ลอฟเรน กลายเป็นนักเตะของ เซาท์แฮมป์ตัน รายที่สามที่ตบเท้าเข้าสู่รั้ว แอนฟิลด์ ตามหลัง ริคกี้ แลมเบิร์ต และ อดัม ลัลลานา โดยเขาเซ็นสัญญาระยะยาว 4 ปี ด้วยค่าตัวราว ๆ 20 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 1,082 ล้านบาท…

ซิโก้กับความสำเร็จที่เป็นดาบสองคมที่ย้อนมาทิ่มแทงตัวเขาเอง

จากกระแสของโค๊ชซิโก้ในตอนนี้พบว่า คนไทยบางส่วนนั้นเสพติดความสำเร็จ เสพติดกับได้ชัยชนะมากเกินไป
ชี้ว่าทีมชาติไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ที่เก่งเกินไปในอาเซี่ยนแต่ยังไม่สามารถพลักตัวเองให้ไปอยู่ในระดับทีมพี่ใหญ่ในระดับเอเชียได้ ถึงแม้ว่าโค๊ชซิโก้จะพาทีมชาติไทยประสบความสำเร็จในทัวร์นาเม้นต์ก่อนหน้านี้ แต่ก็เหมือนเป็นดาบสองคมที่ย้อนมาทิ่มแทงตัวเขาเองเมื่อทีมชาติไทยทำได้ไม่ดีนักในฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ที่เก็บได้แค่หนึ่งคะแนนจากเจ็ดเกม โดยที่คนพากันลืมไปว่าซิโก้คือคนที่พาทีมมาถึงจุดนี้และทีมในรอบนี้ล้วนแข็งแกร่งกว่าไทย ถ้าซิโก้ไม่พาทีมมาถึงรอบนี้ตำแหน่งของเขาอาจจะปลอดภัยกว่านี้ หลายคนด่า “โค้ชซิโก้” แบบเสียๆหายๆ ทั้งคำหยาบ คำดูถูก เต็มไปหมดบนหน้าเฟซ
เพียงเพราะ “โค้ชซิโก้” ทำผลงานได้ไม่ดี ใน 7 นัด ของศึกฟุตบอลโลก รอบ 12 ทีมสุดท้ายของเอเชีย
การเข้ารอบสุดท้ายของเอเชีย เป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี และต้องเจอกับทีมชั้นนำอย่าง ญี่ปุ่น, ซาอุฯ, ออสเตรเลีย, ยูเออี และ อิรัก พวกคุณหวังไว้สูงกันแค่ไหน หลายคนคงลืมไปแล้วว่า ทีมชาติไทย เพิ่งก้าวข้ามอาเซียนมาเพียงนิดเดียวเท่านั้น ยังไม่ได้เดินไปถึงระดับเอเชียเลย ใน 7 นัดที่ผ่านมา ถ้าเอาจริงๆ ก็มีอยู่ถึง 3-4 นัดที่ ทีมชาติไทย เล่นได้ดีไม่เป็นรองคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็นเกมแรกกับซาอุฯ หรือเกมที่เสมอกับออสเตรเลีย หรือในนัดที่บุกไปแพ้ญี่ปุ่น 3 นัดที่กล่าวมา ทั้งรูปเกม ทรงบอล หรือแท็คติกที่ “โค้ชซิโก้” วางไป ไม่ได้เป็นรองคู่แข่งแม้แต่น้อย แต่ด้วยคุณภาพของตัวผู้เล่นที่ต่างกันมาก ทำให้ผลการแข่งขันจึงออกมาไม่ดีนัก ผลงานไม่ดี 7 นัด ท่านบอกอาย!! แต่อย่าลืมว่าที่เราเจอน่ะ มันระดับไหน แล้วเราอยู่ระดับไหนเจ้าของบทความเปรียบเปรยว่าซิโก้ก็เหมือนโค้ชที่พาทีมเลื่อนชั้นจากลีกแชมเปี้ยนชิพขึ้นมาสู่พรีเมียร์ลีก ซึ่งตอนแรกก็ได้รับคำชมมากมายจากความสำเร็จนี้ แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นเสียงโจมตีเมื่อซิโก้คุมทีมแพ้ให้กับพวกขาใหญ่ในลีกอย่าง เชลซี หรือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และถ้าไม่พาทีมเลื่อนชั้น ซิโก้อาจไม่โดนแบบนี้ คนที่ไม่ได้อยู่ในสายบอลมาก่อนยังพูดเป็นเสียงเดียวกันมาเริ่มติดตามดูฟุตบอลแบบจริงจัง ช่วงที่ซิโก้มาคุมทีมนี้แหละ แต่อย่างไรก็ตามบทความนี้ไม่ได้ เขียนเพื่ออวย หรือเบนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง ผู้เขียนเพียงมุ่งหวังที่จะชี้ให้เห็นบางจุดก็เท่านั้น…

ที่มาชุดหงส์แดง

ชุดแข่งสีแดงของลิเวอร์พูลนั้นโด่งดังระดับโลก แต่อย่างไรก็ตาม มีช่วงเวลาหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่สีแดงนั้นไม่ได้ใช้เป็นสีของชุดแข่ง นับประสาอะไรกับชุดแข่งสีแดงทั้งตัวอย่างปัจจุบัน
สโมสรลิเวอร์พูลสวมชุดแข่งสีน้ำเงินและขาวก่อนที่จะมีการเปลี่ยนมาใช้ชุดสีแดงและกางเกงสีขาวในปี ค.ศ.1896 และใช้ชุดนั้นมาจนถึงปี ค.ศ. 1964 เมื่อบิลล์ แชงค์ลีย์ ตัดสินใจส่งทีมลิเวอร์พูลลงแข่งกับอันเดอร์เลชต์ พร้อมกับสวมชุดแข่งลายทางสีแดงทั้งชุดเป็นครั้งแรก
ทีมลิเวอร์พูลสวมชุดแข่งสีน้ำเงิน และขาวในการลงเล่นแรกๆ ก่อนที่จะเปลี่ยนชุดทีมมาเป็นเสื้อสีแดง กางเกงสีขาว และใช้ชุดนั้นมาจนถึงเดือนพฤศจิกายนปี 1964 เมื่อบิลล์ แชงค์ลีย์ ตัดสินใจส่งทีมลิเวอร์พูลลงแข่งกับอันเดอร์เลชต์ พร้อมกับสวมชุดแข่งสีแดงทั้งชุดเป็นครั้งแรก
“เกมกับอันเดอร์เลชต์ที่แอนฟิลด์ถือเป็นค่ำคืนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ พวกเราใส่ชุดสีแดงเป็นครั้งแรก นักเตะเราต่างดูเหมือนคนยักษ์ และเราก็เล่นได้เหมือนคนยักษ์ด้วย” แชงค์ลีย์กล่าว
นับแต่นั้นเป็นต้นมา ชุดสีแดงจึงได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของจิตวิญญาณแบบลิเวอร์พูล และได้กลายเป็นส่วนสำคัญของประเพณี ที่ได้ยืนหยัดเคียงข้างมนต์ของสแตนด์เดอะค็อปและสังเวียนแอนฟิลด์
เวอร์พูลเป็นเป็นสโมสรระดับมืออาชีพทีมแรกที่มีโลโก้ของสปอนเซอร์บนเสื้อของตัวเองหลังจากเห็นพ้องกับข้อตกลงกับบริษัท ฮิตาชิ ในปี ค.ศ. 1979 นับตั้งแต่นั้นมาสโมสรได้รับการสนับสนุนจาก Crown Paints, Candy, คาร์ลสเบิร์ก และสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด สัญญากับคาร์ลสเบิร์กลงนามเมื่อปี ค.ศ. 1992 เป็นสัญญาที่คงอยู่เป็นเวลานานที่สุดในฟุตบอลอังกฤษชั้นหนึ่ง สัญญาที่ทำร่วมกับคาร์ลสเบิร์กได้สิ้นสุดลงในช่วงเริ่มต้นของฤดูกาล 2010-11 เมื่อธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์กลายเป็นสปอนเซอร์ของสโมสร
สัญลักษณ์ของลิเวอร์พูลถูกอยู่บนฐาน Liver Bird ที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองซึ่งในอดีตที่ผ่านมาได้วางอยู่ภายในโล่ ในปี ค.ศ. 1992 มีการจัดงานระลึกครบรอบ 100 ปีของสโมสร ป้ายใหม่ได้ถูกนำมาใช้รวมทั้งการประดับอยู่บนประตูแชงคลี ปีถัดมาเปลวไฟคู่ถูกเพิ่มเข้ามาในด้านใดด้านหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ระลึกถึงโศกนาฏกรรมฮิลส์โบโร ภายนอกสนามแอนฟีลด์ เปลวไฟที่เผาไหม้อยู่ในความทรงจำของผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ภัยพิบัติฮิลส์โบโร ในปี ค.ศ. 2012 ชุดแข่งของลิเวอร์พูลชุด Warrior Sports เอาโล่และประตูที่เป็นส่วนหนึ่งของสัญลักษณ์ออก แล้วนำป้ายที่เคยประดับอยู่บนเสื้อลิเวอร์พูลในปี ค.ศ. 1970 กลับมาใช้ เปลวไฟถูกย้ายไปอยู่ที่ปกเสื้อด้านหลังโดยรอบตัวเลข 96 ที่เป็นตัวเลขของจำนวนผู้เสียชีวิตที่ฮิลส์โบโร…

“เนย์มาร์” บอกยังไม่รีบคว้า “บัลลงดอร์”

ณ เวลานี้ สาวกลูกหนังส่วนหนึ่งเริ่มที่จะยอมรับกันกลายๆ แล้วว่าใกล้จะผ่านพ้นยุคที่ คริสเตียโน โรนัลโด้ และ ลีโอเนล เมสซี ครองโลกไปทุกขณะ เพราะตลอดทศวรรษที่ผ่านมาไม่มีนักเตะคนไหนที่จะเก่งได้เท่าสองคนนี้อีกแล้ว แถมรางวัล บัลลงดอร์ ที่มีไว้เพื่อมอบให้กับผู้เล่นที่เก่งสุดของโลกในแต่ละปียังมีชื่อของทั้งคู่สลับกันไปมาแบบไม่แบ่งใครอีกด้วย จนกระทั่งมาถึงตอนนี้ ที่พอหวังได้ว่าจะมีหน้าใหม่ ๆ ขึ้นมาแทนที่กันได้บ้าง และหากกวาดสายตามองไปรอบ ๆ วงการแล้วก็ต้องบอกว่าคนที่เหมาะสมสุดก็คงหนีไม่พ้น เนย์มาร์ เพื่อนร่วมทีม บาร์เซโลนา ของเมสซี    หากใครที่เป็นคอบอล หรืออาจจะเพิ่งติดตามฟุตบอลโลก 2014 คงจะคุ้นหูกับชื่อของ เนย์มาร์ ยอดกองหน้าทีมชาติบราซิล ที่มีลีลาที่โดดเด่น ทั้งความเร็ว เทคนิค และความสามารถเฉพาะตัวนั้น คือว่าหาตัวจับได้ยาก และในฟุตบอลโลกครั้งที่บราซิลเป็นเจ้าภาพ เนย์มาร์เองก็ดูเหมือนจะกลายเป็นดาวจรัสแสงที่มีแต่คนกล่าวถึง และเป็นความหวังที่จะพาทีมบราซิลคว้าแชมป์โลกให้ได้ แต่เจ้าตัวดันกลับบอกว่า ยังไม่รีบคิดถึงเรื่อง บัลลงดอร์ เลยในตอนนี้
“ผมอยากจะได้บัลลงดอร์กับเขาบ้างนะ แต่บอกเลยว่าตอนนี้ก็ยังเฉย ๆ ไม่รีบร้อนอะไร รางวัลนี้ถือเป็นหนึ่งเป้าหมายในชีวิตซึ่งบางครั้งผมก็ฝันถึงมัน แต่มันไม่ได้เป็นสิ่งที่ผมพยายามอยากเลย เพราะส่วนตัวแล้วก็แค่ต้องการเล่นฟุตบอลเท่านั้นแหละ ผมทำอาชีพนี้ก็เพราะว่าชอบและรู้สึกสนุกที่ได้ช่วยทีมประสบความสำเร็จ ทำให้แฟน ๆ มีความสุข นี่แหละคือสิ่งเดียวที่ผมหวังอยากจะสร้างเอาไว้ให้ได้”
อเลสซานโดร คอสตาคูร์ต้า ตำนานเอซี มิลาน ออกโรงชู เนย์มาร์ สตาร์ชาวแซมบ้าว่าเจ๋งกว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และเพื่อนร่วมทีมบาร์ซ่าอย่าง ลิโอเนล เมสซี่ ณ เวลานี้
อเลสซานโดร คอสตาคูร์ต้า ตำนานเอซี มิลาน ออกโรงชู เนย์มาร์ สตาร์ชาวแซมบ้าว่าเจ๋งกว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และเพื่อนร่วมทีมบาร์ซ่าอย่าง ลิโอเนล เมสซี่ ณ เวลานี้
“หากเรามองไปยังคุณภาพการเล่นแล้ว จะเห็นได้ว่า เนย์มาร์ นั้นเหนือกว่า เมสซี่ หรือ โรนัลโด้ แล้วในเวลานี้ โดยส่วนตัวผมคิดว่าเขา [เนย์มาร์] นั้นคล้าย คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ในแง่การอัพเดทชีวิตผ่านสังคมออนไลน์แบบถี่ยิบ แต่สไตล์การเล่นนั้นอาจจะไม่เหมือนกับ โรนัลโด้ เท่าไหร่นัก” เจ้าของแชมป์ยุโรป 5 สมัยกับเอซี มิลานกล่าว
ปัจจุบัน เนย์มาร์ ยิงให้ บาร์เซโลน่า ไปแล้ว 14 ประตู แถมแอสซิสต์ให้เพื่อนถึง 18 ครั้ง รวมทุกรายการ…

ช้างศึกไทยจะเป็นอย่างไรหาก “ไร้ซิกโก้”

จำใจจาก “ซิโก้”เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หลังจากคุมช้างศึกไปวัดกับซามูไร บลู ในฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบสาม กลุ่ม B นัดที่ 7 ระหว่าง ทีมชาติญี่ปุ่น พบกับ ทีมชาติไทย แข่งขันวันอังคารที่ 28 มีนาคม 2560 คิกออฟเวลา 17.35น. (ตามเวลาประเทศไทย)ซึ่งไทยลงเตะมาแล้ว6นัดมีแค่แต้มเดียวและยังไม่สามารถเอาชนะทีมใดได้เลย ซึ่งในนัดนี้ เกมการแข่งขันจบลงภายในเวลา90นาทีทำให้ช้างศึกต้านทานความแข็งแกร่งของซามูไร บลูไม่ไหวพ่ายขาดลอย4-0 โดย ‘โดยธีรศิลป์ แดงดา’ ซัดจุดโทษไม่เข้าและจบเกมนี้ไทยก็ยังมีแค่แต้มเดียวเช่นเดิม
ความหวังการที่จะมองเห็นเส้นทางที่จะไปถึงบอลโลกดับวูป เตะ7นัดมีแค่แต้มเดียว ซึ่งหลังจากที่ฟุตบอลทีมชาติไทยบุกไปแพ้ญี่ปุ่น 0-4 ในฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ก็มีกระแสข่าวว่า จะปลด “ซิโก้” ต่างๆนาๆ จนกระทั้ง ซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมืองได้ออกมาโพสภาพพร้อมข้อความผ่านig ดังนี้ “ ผมขอขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาให้ผมและทีมงานของผมตลอด 4-5 ปี ที่ผมได้รับเกียรติสูงสุดในชีวิตที่เข้ามาทำงานในฐานะโค้ชทีมชาติไทย วันนี้ผมขอประกาศยุติบทบาทในการเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย และจะดำเนินการเคลียร์งานต่างๆ ส่งต้นสังกัดภายใน 90 วัน ผมขอขอบคุณนักฟุตบอลทุกคน ทีมงานของผมทุกคน แฟนบอลทุกท่าน รวมถึงขอบคุณครอบครัวที่อยู่ข้างหลังผมตลอดมาครับ ”ข้อความข้างต้นซิโก้ก็ได้มาพูดถึงการยุติบทบาทการเป็นโค้ชทีมชาติไทย และจะทำการเคลียร์งานต่างที่ยังค้างอยู่ ส่งคืนทางต้นสังกัดภายในเวลา90วัน และยังขอบคุณมาทางนักบอลแฟนบอลและครอบครัวที่คอยให้กำลังใจ
หลังจากแฟนบอลได้เห็นโพสของซิกโก้ในไอจี ก็ได้มาให้กำลังใจ และมีความคิดเห็นต่างๆนาๆที่ทางสมาคมฟุตบอลได้มีการพูดถึงการคุมทีมของซิกโก้ที่ตกต่ำ การคุมทีมตะลุยฟุตบอลโลกแต่กลับไร้ซึ่งชัยชนะ แฟนบอลไทยกลับมีความเห็นต่าง ที่จะโทษแต่ผู้ฝึกสอนทีมก็ไม่ได้ เพราะในรอบกี่ปีที่บอลไทยได้เข้ามาถึงฟุตบอลโลกรอบ12ทีมสุดท้ายของเอเชีย จะดูที่โค้ชอย่างเดียวก็ไม่ถูก เพราะศักยภาพของนักเตะไทยพึ่งจะมีการพัฒนาแค่ในช่วงเวลาระยะ4-5ปี แต่ถ้าลองเทียบกับชาติอื่นที่แข็งแกร่ง เขาฝึกฝนมีการพัฒนามากี่ปีแล้ว จะให้เราไปเทียบกับเขาแค่พัฒนาในระยะเวลาแค่4-5ปีคงเป็นไปไม่ได้ ตอนนี้บอลไทยเรายกระดับมาขั้นนึงแล้วซึ่งเป็นที่หนึ่งของอาเซียน แต่การยกดับขึ้นมาของฟุตบอลไทยใช่ว่าประเทศอื่นเขาจะไม่ยกระดับหนีเราขึ้นไปอีกเรา บอลไทยต้องใช้เวลาอีกเยอะ หลังจากนี้ก็คงต้องติดตามกันไปว่ากุนซือคนใหม่ของช้างศึกจะเป็นใครที่จะมารับหน้าที่ต่อจากซิโก้ ติดตามกันต่อ…